การตรวจสอบรถยนต์จากน้ำท่วม

การตรวจสอบรถยนต์จากน้ำท่วม

จะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำท่วมเล่นงานรถคุณแล้วหรือเปล่า ความเสียหายจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นกับยานพาหนะหลังจากพายุฝนอันหนักหน่วงที่มาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว หลายคนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการขับรถผ่านน้ำนั้นอาจทำให้รถเสียหายไปแล้วก็ได้ แม้ว่ารถของคุณอาจไม่ได้ถูกน้ำท่วมหรือจมอยู่ในน้ำมากขนาดนั้น เราขอแนะนำให้คุณปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้เพื่อตรวจสอบความเสียหายเนื่องจากน้ำที่อาจเข้าไปและจากสิ่งแปลกปลอมที่จะทำให้เกิดการปนเปื้อน –ตรวจสอบพรม, ใต้เบาะ, ประตูและขอบประตูเพื่อดูว่ามีความชื้นหลงเหลือหรือไม่ หากตรวจพบ จะต้องได้รับการจัดการอย่างเร่งด่วน หากคุณปล่อยให้มันแห้งเอง มันจะทำให้เกิดเชื้อราขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ควรตรวจสอบเครื่องยนต์และส่วนประกอบอื่นๆ เพื่อป้องกันการเกิดสนิมและให้ทำงานได้อย่างเหมาะสม –ตรวจสอบน้ำมันเครื่องว่ามีน้ำเข้าไปหรือไม่ หากดูเหลวกว่าปกติและสีจางลงไม่เหมือนสีเดิม แสดงว่ามีน้ำเข้าไปผสมรวมอยู่ด้วย หากเป็นไปได้ ควรลากรถไปทำการเปลี่ยนถ่ายทันที การขับขี่รถยนต์ที่เครื่องมีน้ำไหลเข้าไปแล้ว มีโอกาสทำให้เครื่องยนต์เสียหายถึงขั้นพังจนต้องซ่อมแซมกันขนานใหญ่ น้ำมันเครื่องสังเคราะห์สมัยใหม่จะมีลักษณะเหมือนนม แต่จะไม่เหลวเป็นน้ำ ซึ่งจะทำให้ดูยากขึ้นเล็กน้อย หากไม่มั่นใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ –ตรวจสอบกรองอากาศ หากพบว่าเปียก ให้ทำการเปลี่ยนใหม่ –ตรวจสอบช่วงล่างทั้งหมดว่ามี หญ้า, โคลน, สิ่งแปลกปลอม และสนิมหรือไม่ ทำความสะอาดเพื่อป้องกันความผิดปกติอื่นๆที่จะตามมา –ตรวจสอบหลอดไฟและโคมไฟภายนอกทั้งหมดว่ามีน้ำและความชื้นขังหรือไม่ หากตัวหลอดไฟมีน้ำ ให้เปลี่ยนทันที –ฟังเสียงผิดปกติของเครื่องยนต์ อย่างน้อยเครื่องยนต์จะต้องเดินราบรื่น ไม่เช่นนั้นต้องได้การดูแลจากผู้เชี่ยวชาญอย่างเร่งด่วน แต่ละวิธีการนั้นขึ้นอยู่กับว่า คุณลุยน้ำมาในระดับไหน แต่อย่างน้อยหลังเหตุการณ์ ถ้ารถยนต์ของคุณได้รับการตรวจสอบตามแนวทางดังกล่าว ก็จะลดโอกาสที่จะเกิดความเสียของรถยนต์และความปลอดภัยของตัวคุณเองอีกด้วย

การดูแลเบรก

การดูแลเบรก

“เบรก” อยากจะบอกอะไรคุณหรือเปล่า หากเบรกของคุณพยายามบอกอะไรคุณ คุณควรให้ความสนใจ เพราะระบบเบรกที่ทำงานอย่างถูกต้องเหมาะสมช่วยเพิ่มความมั่นใจในการควบคุมยานพาหนะและการใช้งานที่ปลอดภัย และควรตรวจสอบทันทีหากคุณสงสัยว่ามีปัญหาใดๆ การเช็คระบบเบรกปีละครั้งเป็นวิธีที่ดีในการรับรองความปลอดภัยของรถและตัวคุณเอง การรู้สัญญาณเตือนสำคัญว่าเบรกของคุณอาจต้องการการบำรุงรักษาจะช่วยให้คุณและคนอื่นๆปลอดภัยบนท้องถนน โดยให้มองหาสัญญาณเตือนต่อไปนี้ที่ต้องทำการตรวจสอบเบรก: เสียงรบกวน: ร้องเสียงเอี้ยดอ้าด, บดหรือคลิกเสียงเมื่อใช้เบรก เอียง: รถของคุณเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่งเมื่อทำการกดเบรก แป้นเบรกลึก: เหยียบแป้นเบรกเกือบจะสัมผัสพื้นก่อนเบรกจะทำงาน แป้นเบรกแข็ง: ต้องใช้แรงอย่างมากในการเหยียบแป้นเบรกกว่าเบรกจะทำงาน การยึดเบรก: เหยียบเบรกไปแล้ว แต่รู้สึกว่าเบรกจับจานเบรกได้น้อย สั่นสะเทือน: แป้นเบรกสั่นหรือแกว่ง ถึงแม้จะเป็นการเบรกธรรมดาเพื่อหยุดปกติก็ตาม ไฟเตือน: ไฟเตือนเบรกขึ้นบนหน้าปัดรถ เนื่องจากเบรกเป็นอุปกรณ์ปกติที่มีติดตั้งไว้ในรถทุกคัน และเป็นสิ่งที่มีการสึกหรือที่จะต้องเปลี่ยนใหม่อยู่ตลอดเวลา ปัจจัยที่มีผลต่อการสึกหรอและอายุใช้งานของผ้าเบรกคือ นิสัยการขับขี่ สภาพการใช้งาน ประเภทของยานพาหนะ และคุณภาพของวัสดุเบรก อย่าลืมเปลี่ยนผ้าเบรก หากปล่อยไปจนเบรกแล้ว “เหล็กเจอเหล็ก” อาจจะต้องเสียเงินที่มากกว่าการเปลี่ยนแค่ผ้าเบรกก็ได้

การขับขี่ที่ทำลายรถคุณ

การขับขี่ที่ทำลายรถคุณ

คุณเป็นผู้ขับขี่จอมทารุณหรือเปล่า? สิ่งต่างๆบนโลกเปลี่ยนไป รวมไปถึงวิธีการใช้รถยนต์ของเราด้วย ทั้งพฤติกรรมของตัวเราเองและสภาพต่างๆบนท้องถนน ถึงแม้ว่าการขับขี่ปกติหมายถึงการขับธรรมดาในสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมที่ไม่รุนแรง ผุ้ขับขี่ในปัจจุบันก็ถือว่ามีจำนวนมากที่กลายเป็นผู้ขับขี่จอมทารุณไปแล้ว โดยพฤติกรรมของผู้ขับขี่จอมทารุณหมายถึง –การขับๆหยุดๆท่ามกลางการจราจรแออัด –การเดินทางเป็นระยะทางสั้นๆ –การบรรทุกหนัก ทั้งสินค้า, ผู้โดยสารและการลากจูง –การเดินทางท่ามกลางอากาศร้อนจัดและเย็นจัด ด้วยคำจำกัดความที่กล่าวมาแล้วนั้น ล้วนแล้วแต่ถือว่าเป็นการ “ทารุณ”  ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีง่ายๆที่จะช่วยจำกัดและบรรเทาอาการสึกหรอต่างๆ รวมไปถึงการบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้ โดยการบำรุงรักษาและซ่อมแซมรถยนต์ของคุณอย่างเหมาะสม เพื่อให้เครื่องยนต์และส่วนประกอบต่างๆทำงานได้อย่างเหมาะสมไว้ใจได้ มีความปลอดภัย และใช้งานได้หลายๆปี ไม่ว่าจะขับขี่ในสภาพไหนก็ตาม ผู้ขับขี่สามารถใส่ใจที่จะดูแลรถเพื่อลดผลกระทบต่างๆได้ดังนี้ –ตรวจสอบของเหลว รวมถึงน้ำมันและกรองอากาศให้บ่อยขึ้น –ส่วนประกอบบางชนิดต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่น เบรคและโช้ค –พยายามจำกัดความเร็ว การใช้ความเร็วสูงทำให้ใช้ปริมาณเชื้อเพลิงสูงขึ้น รวมไปถึงการทำงานของเครื่องยนต์ที่หนักกว่าเดิม –หลีกเลี่ยงการออกตัวและหยุดรถอย่างรวดเร็วและรุนแรง –ลดการบรรทุกสัมภาระที่ไม่จำเป็น –ปรับแต่งให้รถอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดอยู่เสมอ

6 สิ่งที่มีผลต่อรถคุณ

6 สิ่งที่มีผลต่อรถคุณ

หกสิ่งที่จะทำให้รถของคุณ “ตาย” ได้ การมีรถยนต์เป็นของตัวเองสักคันอาจจะเป็น “ฝันดี” หรือกลายเป็น “ฝันร้าย” ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณได้ดูแลรถยนต์ของคุณดีพอแค่ไหน ต่อไปนี้ เป็นหกสิ่งที่ผู้ขับขี่รถยนต์หลายคนทำ ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายต่อรถยนต์ และกระเป๋าเงินของคุณด้วย ไม่สนใจไฟเตือนตรวจสอบเครื่องยนต์ การเพิกเฉยต่อแสงไฟเตือนตรวจสอบเครื่องยนต์อาจส่งผลให้เกิดปัญหากับเครื่องยนต์อย่างร้ายแรงและการซ่อมแซมราคาแพง ไม่เปลี่ยนของเหลวและกรองอากาศ ของเหลวเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการและป้องกันการสึกหรอของเครื่องยนต์และส่วนประกอบสำคัญต่างๆ การตรวจสอบระดับของเหลวและไส้กรองอากาศอย่างสม่ำเสมอช่วยให้มั่นใจได้ว่ารถของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถยืดอายุการใช้งานรถยนต์ได้ ไม่สนใจยางรถ โดยไม่สนใจว่ามันจะแบน หรือหน้ายางจะบางไปแค่ไหนแล้ว ยางที่แช่อยู่ในน้ำบ่อยๆจะเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ หากไม่ดูแลหรือเปลี่ยน จะส่งถึงปริมาณเชื้อเพลิง, ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยที่แย่ลงไปอีก ไม่ตรวจสภาพตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพราะหลายๆชิ้นส่วนของรถยนต์มีการสึกหรออยู่ตลอดเวลา จึงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการตรวจสอบอยู่อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติและมีประสิทธิภาพสูงสุด ยังสามารถหลีกเลี่ยงกับปัญหาใหญ่ที่จะตามมาด้วยการซ่อมแซมที่มีราคาแพงได้อีกด้วย ปล่อยให้รถเลอะ การไม่ล้างรถเป็นเวลานานเกินไปจะนำไปสู่การสะสมของฝุ่นและสารเคมี อันจะก่อให้เกิดอันตรายกับสีรถและตามมาด้วยสนิมบริเวณส่วนที่เป็นโลหะทั้งหมด ใช้รถอย่างทารุณ ไม่ว่าจะเป็นสภาพจราจรที่แออัด สภาพอากาศที่เลวร้าย สภาพถนนที่ย่ำแย่ หรือการบรรทุกของหนักๆ อย่างไรก็ตาม การหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้จะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถยนต์ของคุณได้ เพราะการดูแลรถยนต์มักไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของรถยนต์ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก จนกว่าจะรู้ก็ต้องเจอกับค่าซ่อมค่าอะไหล่ราคาแพงเข้าไปแล้ว การบำรุงรักษาธรรมดาๆ แต่สม่ำเสมอจะช่วยให้คุณประหยัดเงินได้อีกมาก ลดอาการปวดหัวและป้องกันการใช้จ่ายอย่างไม่จำเป็นกับรถของคุณได้

การเลือกซื้อรถยนต์

การเลือกซื้อรถยนต์

หากคุณต้องการจะซื้อรถยนต์ คันไหนดีนะ เมื่อคิดที่จะซื้อรถยนต์สักคัน คุณจะต้องนึกถึงความต้องการของคุณอย่างรอบคอบ เพราะรถยนต์คือการลงทุนราคาแพง และต้องใช้ความคิดอย่างมากก่อนที่จะตัดสินใจ ข้อควรพิจารณาเมื่อจะซื้อรถยนต์ 1. งบประมาณ ต้องกำหนดงบประมาณของตัวเองล่วงหน้าว่า เพดานราคาสูงสุดของคุณคือเท่าไหร่ ไม่สำคัญว่าเงินของคุณจะมาจากไหน ไม่ว่าจะเป็นเงินออม หรือเงินจากการกู้ยืม แต่อย่างน้อยคุณต้องมีตัวเลขในให้ได้ก่อนที่จะเริ่มตัดสินใจ 2. ขนาดเท่าไหร่ หากคุณตัวคนเดียวหรือมีแฟน รถเก๋งสักคันก็เป็นตัวเลือกที่ดี หรืออยากจะได้ทรงสปอร์ตสักคันก็ยังไหว แต่ถ้าคุณมีครอบครัว หรือกำลังวางแผนที่จะมีในอนาคตอันใกล้ รถ SUV ก็อาจจะเป็นคำตอบที่ดีกว่า อย่างแน่นอน 3. ใช้ทำอะไร ข้อพิจารณาสำคัญอีกประการหนึ่ง หากคุณเป็นคนรักการท่องเที่ยว เดินป่า ตั้งแคมป์ รถที่จะซื้ออาจจะต้องมีพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระได้ หรือถ้าใช้เพื่อขับไปทำงานตอนเช้า แล้วก็กลับบ้านตอนเย็น รถเก๋งมาตรฐานก็น่าจะเพียงพอ ยิ่งถ้าต้องเดินทางอยู่ในเมืองที่วุ่นวาย รถซิตี้ก็ช่วยให้มีความคล่องตัวและหาที่จอดได้ง่ายอีกด้วย 4. รับค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่ ในความหมายก็คือ ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่ต้องเสียไปให้กับรถ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าประกัน และค่าบำรุงรักษารถ เพราะรถแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อกินน้ำมันไม่เท่ากัน ค่าทำประกัน ค่าบำรุงรักษา และค่าอะไหล่ก็ต่างกันด้วย 5.  รถมือหนึ่งหรือมือสอง แน่นอนว่าการซื้อรถมือสองก็จะทำให้คุณประหยัดงบได้มาก แต่ถ้าอยากได้ความมั่นใจทั้งในเรื่องความปลอดภัยและสมรรถนะของรถ รถใหม่จากศูนย์ก็น่าจะทำให้อุ่นใจได้มากกว่า … Read more

การตรวจเช็คลมยาง

การตรวจเช็คลมยาง

ตรวจเช็คลมยางของคุณด้วย เมื่อ “อากาศเย็น” ในหลายประเทศที่เป็นเมืองหนาว อุณหภูมิภายนอกจะเย็นลงเป็นอย่างมาก บางครั้งถึงขั้นที่เรียกได้ว่า มีอุณหภูมิติดลบเกิดขึ้น หากคุณมีโอกาสได้ไปตามสถานที่ดังกล่าวและจำเป็นจะต้องขับขี่ยานพาหนะ เราขอแนะนำ ให้คุณได้ลองตรวจเช็คลมยางก่อนทุกครั้ง ก่อนที่จะออกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่คุณต้องการ บางครั้งคุณอาจจะสังเกตว่า ไฟสัญญาณเตือนลมอ่อนบนแผงหน้าปัดรถจะแดงขึ้นเมื่ออากาศเย็นลง เราขอแนะนำให้คุณตรวจเช็คลมยางในฤดูหนาว เพื่อให้ไฟดับและเพื่อความปลอดภัย เป็นประจำของทุกปี ที่จะเห็นสัญญาณเตือนลมอ่อนบนหน้าปัดในช่วงเช้าของวันที่อากาศหนาวเย็น ถึงแม้ว่าพอเริ่มเช้าขึ้น จะเริ่มมีแสงแดดและอากาศอบอุ่นขึ้นบ้าง ไฟเตือนก็ยังไม่ดับไป เพราะลมยางยางของคุณมันอ่อนไปแล้วนั่นเอง จากข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตยางรถยนต์แห่งสหรัฐอเมริกาโดยเนื้อหาข้อมูลกล่าวว่า อุณหภูมิทุกๆ 10 องศาฟาเรนไฮน์ (ประมาณ 4-5 องศาเซลเซียส) ที่ลดลงไปนั้นจะทำให้ความดันภายในของยางรถนั้นลดลงหนึ่งถึงสองปอนด์ต่อตางรางนิ้ว (PSI) และการหมั่นตรวจเช็คลมยางจะทำให้รถยนต์ของและตัวคุณปลอดภัย เพิ่มอายุการใช้งานของยาง และส่งผลต่อการใช้น้ำมัน ความดันลมยางที่ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสมนั้น ในทุกๆหนึ่งปอนด์ต่อตารางนิ้วจากยางรถทั้งสี่ล้อ จะทำให้รถยนต์ของคุณใช้น้ำมันมากขึ้น 0.3 เปอร์เซนต์ ในขณะที่รถยนต์ที่มีค่าความดันลมยางที่เหมาะสมจะทำให้รถของคุณวิ่งไปได้ไกลขึ้นอีก 3.3 เปอร์เซนต์ ในปริมาณน้ำมันเดียวกัน ควรหมั่นตรวจสอบแรงดันลมยางอย่างสม่ำเสมอโดยอย่างน้อยเดือนละครั้ง ถึงแม้ว่าในรถยนต์รุ่นใหม่ๆจะมีระบบแสดงระดับลมยาง แต่มันจะไม่ได้แสดงให้คุณเห็นในทุกๆระดับลมยางที่ลดออกไป จนจะรู้อีกทีลมยางของคุณก็อ่อนลงไปมากจนเกือบจะแบนแล้ว เราจึงเน้นย้ำว่าให้คุณตรวจสอบอย่าง “สม่ำเสมอ” การตรวจเช็คลมยางเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำในขณะที่มีอากาศหนาวเย็นมาเยือนหรือผู้ที่ต้องเดินทางไปในที่ๆอากาศเย็นจัด เพื่อความปลอดภัยและยานพาหนะร่วมเดินทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

การดูแลหลอดไฟคู่หน้าของคุณ

การดูแลหลอดไฟคู่หน้าของคุณ

เปลี่ยนหลอดไฟหน้าเป็นคู่เสมอ โดยทั่วไปแล้ว ผู้ขับขี่รถยนต์จะเปลี่ยนหลอดไฟหน้าเมื่อมันไหม้หรือเสียแล้วเท่านั้น แต่การเปลี่ยนหลอดไฟที่ชำรุดเพียงหลอดเดียว อาจส่งผลให้ลำแสงของไฟหน้าไม่สมดุลหรือคาดเดาไม่ได้ ทำให้มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย จากมุมมองของผู้ขับขี่ ถนนด้านหน้าจะสว่างไม่เพียงพอ และผู้ขับขี่จะไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่จากไฟหน้าของรถตามที่ผู้ผลิตรถยนต์ตั้งใจไว้ แต่แรก จากมุมมองของผู้ขับขี่ที่ขับสวนมานั้น แสงของไฟหน้าที่ไม่สม่ำเสมอกันสามารถสร้างปัญหาด้านความปลอดภัยได้ รถที่สวนทางมาจะมองเห็นได้ยากขึ้น และยากที่จะบอกตำแหน่งบนท้องถนน อาจจะทำให้คิดว่าเป็นรถจักรยานยนต์สองคันก็เป็นได้ การเปลี่ยนชิ้นส่วนรถยนต์ที่สำคัญเป็นคู่ๆ เป็นแนวคิดทั่วไป ช่างรถยนต์มืออาชีพและผู้ให้คำแนะนำด้านความปลอดภัยในการขับขี่แนะนำว่า ยาง,เบรก,โช้ค และที่ปัดน้ำฝนควรเปลี่ยนเป็นคู่เสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าอุปกรณ์เหล่านั้นมีความสมดุลและทำงานได้อย่างปลอดภัย แสงสว่างก็เช่นเดียวกัน ทำไมต้องเปลี่ยนหลอดไฟหน้าเมื่อใช้ไปนานๆ หลายคนจะเปลี่ยนหลอดเมื่อตอนที่มันเสียไปแล้วเท่านั้น แต่เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่สูงสุด ควรเปลี่ยนหลอดไฟก่อนที่มันจะพังลง ไส้หลอดของหลอดไฟฮาโลเจนนั้น อายุการใช้งาน,เวลาและการสัมผัสกับองค์ประกอบต่างๆ เป็นผลให้แสงของหลอดไฟหรี่ลง จนจะทำให้มองไม่เห็นในที่สุดเมื่ออยู่ในที่มืด ตัวอย่างเช่น หลอดไฟหน้าใหม่ที่สามารถฉายแสงได้ไกล 240 ฟุต จะสามารถส่องสว่างได้เพียง 160 ฟุตหลังจากผ่านไปสามปี การเปลี่ยนหลอดไฟเป็นคู่ยังช่วยให้คุณได้รับมุมมองที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ไปที่ร้านเพียงครั้งเดียวและลดความเสี่ยงที่หลอดไฟอีกข้างจะเสียระหว่างการเดินทางในยามค่ำคืน  

หัวเทียน อุปกรณ์ชิ้นเล็กแต่สำคัญ

หัวเทียน อุปกรณ์ชิ้นเล็กแต่สำคัญ

หัวเทียน อุปกรณ์ชิ้นเล็กที่ไม่เล็ก ชิ้นส่วนเครื่องยนต์เล็กๆที่เรียกว่าหัวเทียนนั้น มีหน้าที่ ที่ยิ่งใหญ่และส่งผลต่อการส่งผ่านกำลัง, ประสิทธิภาพ, ความสม่ำเสมอ และอัตราการใช้น้ำมันของเครื่องยนต์ และเพราะเหตุนี้ หัวเทียนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการเปลี่ยนเป็นระยะๆ “หัวเทียนเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนที่ทำงานหนักที่สุดของยานพาหนะ หัวเทียนสามารถจุดระเบิดได้ 400 ครั้งต่อนาทีต่อสูบหรือ 1,600 ครั้งต่อนาทีในเครื่องยนต์สี่สูบ” ถึงแม้ว่าหัวเทียนจะพังไปแล้ว เจ้าของรถยนต์อีกหลายๆคนก็เลือกที่จะเมินเฉยที่จะซ่อมหรือเปลี่ยนมัน ซึ่งนับเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรง เพราะหัวเทียนที่ผิดปกติ เสียหาย หรือชำรุด จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องยนต์,ลดประสิทธิภาพการเผาไหม้ และแสดงประสิทธิภาพได้ไม่เต็มที่ อย่างเช่น สตาร์ทรถไม่ติด, สตาร์ทยาก และเร่งเครื่องไม่ขึ้น ถ้ามีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นกับรถยนต์ของคุณ เราแนะนำให้คุณนำรถ ไปตรวจเช็คโดยทันที เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาบานปลายที่จะทำร้ายเงินในกระเป๋าคุณไปมากกว่าเดิม นั่นก็คือ 1. เกิดเสียงผิดปกติ เมื่อหัวเทียนเริ่มมีอาการผิดปกติ จะมีเสียงที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น เนื่องจากการทำงานที่ผิดจังหวะของลูกสูบ 2. สตาร์ทยาก หากการสตาร์ทรถมีปัญหา หรือว่าจังหวะไม่ต่อเนื่อง นั่นแปลว่าหัวเทียนของคุณเริ่มมีอาการผิดปกติแล้วนั่นเอง ซึ่งนำไปสู่การทำงานของเครื่องยนต์ที่ไม่ประสิทธิภาพ 3. สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง มีหลายสาเหตุที่นำไปสู่การสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ในกรณีที่เกิดขึ้นกับหัวเทียนเก่าคือ น้ำมันจะเสียไปเปล่าๆเนื่องการจุดระเบิดไม่ติดจากหัวเทียน ผู้ขับขี่ควรศึกษาข้อมูลของหัวเทียนจากผู้ผลิตเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน และควรเปลี่ยนหัวเทียนพร้อมกันและเป็นชนิดเดียวกันทั้งหมด ผู้ขับขี่บางคนก็สามารถทำได้ด้วยเองหากมีความชำนาญพอ และการเปลี่ยนหัวเทียนในแต่ละครั้งไม่ได้มีค่าใช้จ่ายมากมายนัก เราจึงแนะนำเปลี่ยนหัวเทียนตามโอกาสที่เหมาะสม เพื่อเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพของคุณ

การดูแลแอร์รถยนต์

การดูแลแอร์รถยนต์

เช็คแอร์รถยนต์ ให้เย็นสบายไปตลอดการเดินทาง ลองนึกภาพถึงการจราจรแออัด ช่วงเที่ยงวันที่มีอุณหภูมิสัก 32 องศา แล้วอยู่ดีๆแอร์ในรถก็ดับไปดูสิ มันจะแย่แค่ไหน ดังนั้น เราจึงแนะนำให้ผู้ใช้รถยนต์ทุกท่านหมั่นตรวจเช็คระบบปรับอากาศเพื่อให้ใช้งานได้อย่างปกติ และหลีกเลี่ยงการประสบกับสภาพอากาศอันเลวร้ายภายในรถยนต์ของตัวคุณเอง เมื่อขับรถไปทำงาน หรือพักผ่อนหย่อนใจในต่างจังหวัดกับครอบครัวอย่างมีความสุข สิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น คือ ความร้อนที่เหมือนอยู่ในเตาอบในห้องโดยสาร เนื่องจากระบบปรับอากาศทำงานผิดปกติ ระบบทำความร้อน ระบบระบายอากาศและระบบปรับอากาศของยานพาหนะช่วยให้ภายในห้องโดยสารสะดวกสบายในทุกฤดูกาล โดยจะทำให้มีระดับอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม บริการทั่วไปโดยช่างเทคนิคมืออาชีพจะทำงานด้วยขั้นตอนต่อไปนี้: 1. ตรวจสอบท่อทางเดินและส่วนประกอบอื่นๆ ด้วยตาเปล่าก่อนเพื่อตรวจหารอยรั่ว รวมถึงตรวจสอบสายพานเพื่อหารอยแตก รอยฉีกขาด หรือความเสียหายอื่นๆ 2. ตรวจสอบความดันเพื่อทดสอบการทำงานของสารทำความเย็นและอุณหภูมิที่ส่งออกมา 3. หากระบบพบว่าสารทำความเย็นเหลือน้อยจะทำการทดสอบการรั่วไหลเพื่อหาแหล่งที่มาของการรั่วไหล การรั่วของสารทำความเย็นจะทำให้รถยนต์ร้อนขึ้น 4. สารทำความเย็นอาจถูกเติมถ้าจำเป็นเพื่อทำให้ระบบกลับมาสมบูรณ์ แม้ว่าบางครั้งจะมีคนเคยบอกว่าไม่ให้เชื่อเกี่ยวกับการเติมน้ำยาแอร์ก็ตาม 5. ตรวจสอบการปนเปื้อนในน้ำยาแอร์ 6. ตรวจสอบสายพานและความตึงของเครื่องคอมเพรสเซอร์ อย่านิ่งนอนใจ หากระบบปรับอากาศของคุณเริ่มมีอาการผิดปกติ การนำรถเข้าศูนย์เพื่อตรวจเช็คตามระยะเวลาที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงเหตุการณ์อันร้อนรุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี

ปัจจัยในการซื้อยางรถยนต์ใหม่

ปัจจัยในการซื้อยางรถยนต์ใหม่

5 ปัจจัยที่ต้องคำนึงเมื่อซื้อยางรถยนต์ใหม่ 1. ขนาดยาง ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องพิจารณา เมื่อตัดสินใจเลือกซื้อยางคือ ขนาดยาง ซึ่งเป็นปัจจัยที่คิดจากอัตราการบรรทุก โดยพื้นฐานแล้ว ดูได้จากยางโรงงานที่ติดมากับตัวรถตั้งแต่แรก เพราะรถแต่ละรุ่นก็มีขนาดที่แตกต่างกัน อย่างรถปิคอัพกับรถเก๋ง หรือแม้แต่รถเก๋งต่างรุ่น ก็ใช้ยางต่างกันออกไป เนื่องจากน้ำหนักของรถที่แตกต่างกัน 2. ประเภทของยาง นอกจากขนาดแล้ว ประเภทของยาง ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องคำนึง โดยขึ้นอยู่กับว่า คุณใช้รถของคุณแบบไหน เพื่อให้เหมาะกับพื้นถนนและสภาพอากาศ –ยางออลซีซั่น ถูกออกแบบมาเพื่อให้ขับขี่ง่ายและประหยัดน้ำมัน –ยางสมรรถนะสูง ใช้กับรถแข่ง ที่ต้องการความเร็วและการยึดเกาะที่สูง แต่ก็ไม่เหมาะกับสภาพถนนปกติที่อาจจะต้องเจอน้ำและฝุ่น ยังมียางแบบสโนว์ ที่เหมาะกับพื้นที่เป็นหิมะและพื้นน้ำแข็ง แต่นั่นคงไม่จำเป็นสำรหับการใช้งานในบ้านเรา 3. อายุการใช้งานของยาง โดยอายุการใช้งานของยางนั้น ดูได้จากค่าทรีตแวร์ (Treadwear) คือค่าความสึกหรอของยาง ตัวเลขยิ่งมาก ก็จะมีอายุการใช้งานที่นานมากขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยหน้ายางที่แข็งขึ้น และการยึดเกาะถนนที่น้อยลง มากกว่ายางที่มีค่าทรีตแวร์น้อยกว่า ควรพิจารณาด้วยลักษณะการขับขี่ของคุณให้ดีก่อน ว่าเน้นประสิทธิภาพ หรืออายุการใช้การ 4. จำนวนยาง จากสามข้อที่กล่าวมา คือสิ่งที่ต้องพิจารณาในการจะเปลี่ยนยางรถยนต์ของคุณทั้งสี่เส้น ไม่ว่าจะเป็นขนาดยาง ประเภทของยาง และค่าความสึกหรอ แต่บางครั้งก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนยางทั้งสี่เส้นพร้อมกันก็ได้ ถ้ายางรั่ว … Read more