เตรียมรถก่อนไปโรงเรียน

เตรียมรถก่อนไปโรงเรียน

เตรียมรถอย่างไรก่อนไปโรงเรียน ไม่ว่าเด็กๆของคุณจะอยู่ในวัยไหน การขับรถไปในสถานที่ๆมีเด็กอยู่เป็นจำนวนมากนั้น ความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากจะต้องเตรียมอะไรหลายๆอย่างเพื่อให้เด็กๆของคุณในการไปโรงเรียนแล้ว การเตรียมรถยนต์รับส่งก็เป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่ต้องไม่มองข้ามอย่างเด็ดขาด เพื่อให้การพาลูกๆไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย เรามีคำแนะนำมาฝากกัน 1.ตรวจสอบระบบไฟและที่ปัดน้ำฝนสำหรับทัศนวิสัยที่ดี  ในวันที่สภาพอากาศไม่เป็นใจ ไฟส่องสว่างที่ทำงานปกติช่วยให้คุณมองเห็นและคนอื่นเห็นคุณ 2.ตรวจสอบระบบเบรกอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ หากมีเสียงผิดแปลกไปจากปกติ อย่ารีรอที่จะแก้ไข การมีเบรกที่ดีช่วยป้องกันอันตรายจากสิ่งเลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ 3.ตรวจสอบยางรถยนต์ ทั้งแรงดันลมยาง ดอกยาง หน้ายาง รวมถึงยางอะไหล่ ตรวจหาความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นกับยาง ไม่ว่าจะเป็นรอยตะปูที่ฝังอยู่ อาจจะไม่ทำให้ยางรั่วไปในทันที หรือรอยฉีกขาดที่อาจจะทำให้ยางระเบิดออกเมื่อไหร่ก็ได้ อย่าลืมว่ามีคนที่คุณรักเป็นผู้โดยสารอยู่ภายใน 4.ทุกคนอยู่ในที่ที่เหมาะสม สำหรับเด็กๆที่วัยไม่ถึง 10 ขวบ หรือสูงไม่ถึง 150 เซนติเมตร คาร์ซีทเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเข็มขัดนิรภัยจะใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพสำหรับผู้โดยสารตัวน้อยเหล่านี้ หาคาร์ซีทที่เหมาะสมให้กับเด็กๆที่คุณรักด้วย 5.กล้องส่องข้างและกล้องส่องหลังอาจเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเพิ่มเข้ามา เพราะในที่ๆคุณไปมีเด็กตัวเล็กๆอยู่มากมาย การถอยหลังโดยอาศัยสัญญาณเสียงถอยหลังเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่อย่างเราๆที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น การมีกล้องมองหลังจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากด้านหลังที่เราไม่สามารถมองเห็นได้

การตรวจสอบรถยนต์จากน้ำท่วม

การตรวจสอบรถยนต์จากน้ำท่วม

จะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำท่วมเล่นงานรถคุณแล้วหรือเปล่า ความเสียหายจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นกับยานพาหนะหลังจากพายุฝนอันหนักหน่วงที่มาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว หลายคนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการขับรถผ่านน้ำนั้นอาจทำให้รถเสียหายไปแล้วก็ได้ แม้ว่ารถของคุณอาจไม่ได้ถูกน้ำท่วมหรือจมอยู่ในน้ำมากขนาดนั้น เราขอแนะนำให้คุณปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้เพื่อตรวจสอบความเสียหายเนื่องจากน้ำที่อาจเข้าไปและจากสิ่งแปลกปลอมที่จะทำให้เกิดการปนเปื้อน –ตรวจสอบพรม, ใต้เบาะ, ประตูและขอบประตูเพื่อดูว่ามีความชื้นหลงเหลือหรือไม่ หากตรวจพบ จะต้องได้รับการจัดการอย่างเร่งด่วน หากคุณปล่อยให้มันแห้งเอง มันจะทำให้เกิดเชื้อราขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ควรตรวจสอบเครื่องยนต์และส่วนประกอบอื่นๆ เพื่อป้องกันการเกิดสนิมและให้ทำงานได้อย่างเหมาะสม –ตรวจสอบน้ำมันเครื่องว่ามีน้ำเข้าไปหรือไม่ หากดูเหลวกว่าปกติและสีจางลงไม่เหมือนสีเดิม แสดงว่ามีน้ำเข้าไปผสมรวมอยู่ด้วย หากเป็นไปได้ ควรลากรถไปทำการเปลี่ยนถ่ายทันที การขับขี่รถยนต์ที่เครื่องมีน้ำไหลเข้าไปแล้ว มีโอกาสทำให้เครื่องยนต์เสียหายถึงขั้นพังจนต้องซ่อมแซมกันขนานใหญ่ น้ำมันเครื่องสังเคราะห์สมัยใหม่จะมีลักษณะเหมือนนม แต่จะไม่เหลวเป็นน้ำ ซึ่งจะทำให้ดูยากขึ้นเล็กน้อย หากไม่มั่นใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ –ตรวจสอบกรองอากาศ หากพบว่าเปียก ให้ทำการเปลี่ยนใหม่ –ตรวจสอบช่วงล่างทั้งหมดว่ามี หญ้า, โคลน, สิ่งแปลกปลอม และสนิมหรือไม่ ทำความสะอาดเพื่อป้องกันความผิดปกติอื่นๆที่จะตามมา –ตรวจสอบหลอดไฟและโคมไฟภายนอกทั้งหมดว่ามีน้ำและความชื้นขังหรือไม่ หากตัวหลอดไฟมีน้ำ ให้เปลี่ยนทันที –ฟังเสียงผิดปกติของเครื่องยนต์ อย่างน้อยเครื่องยนต์จะต้องเดินราบรื่น ไม่เช่นนั้นต้องได้การดูแลจากผู้เชี่ยวชาญอย่างเร่งด่วน แต่ละวิธีการนั้นขึ้นอยู่กับว่า คุณลุยน้ำมาในระดับไหน แต่อย่างน้อยหลังเหตุการณ์ ถ้ารถยนต์ของคุณได้รับการตรวจสอบตามแนวทางดังกล่าว ก็จะลดโอกาสที่จะเกิดความเสียของรถยนต์และความปลอดภัยของตัวคุณเองอีกด้วย